Review : Essential Damage care รุ่นใหม่ล่าสุด

Essential Damage care ผลิตภัณฑ์ดูแลผมจาก KAO ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกสูตรปรับปรุงใหม่มาแล้วค่า โดยเพิ่มส่วนผสมที่ช่วยให้ผมสวย อยู่ทรงตลอดวัน ก่อนอื่นเนี่ย เราต้องบอกก่อนว่าเราใช้แบรนด์นี้เป็นประจำค่ะ ใช้มาตั้งแต่ตอนเรียนที่ญี่ปุ่นแล้วล่ะ ด้วยความที่หาซื้อง่าย ไม่แพง และกลิ่นหอมติดทนสุดๆ ก็เลยเป็นหนึ่งแบรนด์ที่เราใช้ประจำ เมื่อหลายวันก่อนเราได้รับผลิตภัณฑ์ตัวนี้มาค่ะ ซึ่งเป็นสูตรใหม่ทั้งหมดเลย ดูจากแพคเกจก็ไม่ต่างจากของเดิม แต่ถ้าสังเกตดีดี ก็จะมีส่วนผสมที่เพิ่มมาใหม่ด้วยล่ะ มาดูกันทีละสีเลย… Essential Damage Care Nuance Airy (สีชมพู) สำหรับผมลีบแบน ปลายผมทื่อ ช่วยปรับให้ปลายผมพริ้ว มีชีวิตชีวา จัดทรงง่าย ปกติเราใช้สูตรนี้ค่ะ ด้วยความที่กลิ่นหอมโดนใจ และใช้แล้วผมไม่ลีบแบน ดูพริ้วๆ แต่จัดทรงได้ดี แพคเกจไม่ต่างจากรุ่นเดิมค่ะ ส่วนกลิ่น เราคิดว่ากลิ่นมันอ่อนลงนิดหน่อยนะคะ แต่ก็หอมติดทนตลอดวันเหมือนเดิม ใครชอบกลิ่นแนวฟรุตตี้หอมหวาน เราว่าชอบตัวนี้แน่ๆ หอมติดทนจริงๆค่ะ มาดูอีกสูตรนึง… Essential Damage Care Rich Premier (สีส้ม) สำหรับผมชี้ฟู ปลายไร้ทิศทาง ปรับให้ปลายผมมีน้ำหนัก จัดทรงได้ง่าย สูตรนี้ก็เคยใช้ค่ะ มีความรู้สึกว่าเหมาะกับคนผมลอน เพราะปลายผมจะทิ้งตัว ลอนน่าจะเป็นคลื่นสวยมากกว่ารุ่นสีชมพู กลิ่นหอมคล้ายๆกัน แต่ไม่เหมือนกันค่ะ ต้องไปลองดมดู หอมทั้งวัน มาดูเนื้อผลิตภัณฑ์กันค่ะ… แชมพูมีเนื้อเหลว กลิ่นหอมมาก ให้ฟองเยอะค่ะ ใช้แค่นิดเดียวก็ฟองนุ่มเต็มศีรษะแล้ว ล้างออกง่าย ไม่ทำให้ผมพันกัน สำหรับครีมนวดมีเนื้อที่ไม่ข้นมาก กลิ่นหอมเช่นกันค่ะ ใช้แล้วผมลื่นมีน้ำหนัก ล้างออกง่าย ไม่เหนียว ไม่ทำให้หนังศีรษะมันค่ะ ส่วนครีมหมักผมมีเนื้อข้นมาก ใช้หมักแค่ปลายผม ก็มีน้ำหนักพร้ิวสวยแล้วค่ะ สำหรับวันนี้เราก็หยิบรุ่นสีชมพู (Nuance []

Wolf Cool Beige: รีวิวสีผมใหม่…สุดchic โดย Ryu @ZAN Haircraft

เมื่อสัปดาห์ก่อนโน่นเรานัดกับพี่โบว์ Crazy Rabbit พี่สาวสุดสวยมาทัวร์กันแบบ Happy Beauty 1 day Trip ช่วงเช้ามาคุยงานกันนิดหน่อยที่ Lobby condo ถึงการปรับโฉมวงเดือนรีสอร์ทที่เสม็ด แฟนเราได้ออกแบบไว้คร่าวๆแล้วล่ะ ก็สวย และชิล ทีเดียว หลังจากนั้นก็ไปต่อกันที่ BEKKU ถึงแม้จะเป็นอาหารที่ ไม่ค่อยจะ beauty ซักเท่าไหร่ แ่ต่ก็ทำให้เรา Happy ได้สุดๆเลย (มื้อนี้หมอแม้วมาแจมด้วย ฮ่าๆ อิ่มอ้วนกันถ้วนหน้า) อิ่มท้องแล้วก็ไปเดินย่อยกันที่ Emporium แล้วก็ไปนวดหน้ากันต่อที่ Cherry Blossom Spa ตอนนี้คอร์สนวดหน้าอัพมาเป็นราคาปกติแล้วจ้ะ 1,800 บาท แต่เราซื้อวัลเชอร์ไว้เมื่อปีก่อน เลยนวดได้ในราคาโปรโมชั่น นวดไปหลับๆไป ตื่นมาหน้าเด้งดึ๋ง….เสร็จแล้วก็รีบนั่งรถไปหาริวทันที เพราะเลยเวลานัดไปเกือบ 30 นาทีซะแล้ว (สำหรับคนที่อ่านบล๊อกเราประจำจะทราบดีว่า ร้านประจำที่เราทำผมจะชื่อว่า ZAN Haircraft ค่ะ เป็นร้านญี่ปุ่น ทุกอย่างใช้ของญี่ปุ่นที่อ่อนโยนต่อผมและ หนังศีรษะ ราคาอาจจะแพงกว่าร้านไทยพอสมควรนะคะ สำหรับรายละเอียด จะเขียนไว้ช่วงท้ายค่ะ) —————————————————————————- ไปถึงก็คุยเรื่องสีผมที่อยากจะทำในครั้งนี้… แต่ก่อนอื่นไปดูสีผมครั้งก่อน (ที่เราไม่ได้เขียนเล่าไว้ แฮะๆ) จากครั้งก่อนที่ริวทำให้ จะเป็นสีโทนแอชบลอนด์ ผสมกับไฮไลท์สีบลอนด์ และโลว์ไลท์สีดำสนิท ผลก็คือไม่ถูกใจค่ะ มันแรงไป ก๊อยไป เลยลงสีใหม่ทับ เป็นโทนม่วง และแอช ก็ได้สีที่ถูกใจ ผ่านไป 1 -2 สัปดาห์สีแอชเริ่มลอกออกแล้วล่ะ พวกโลว์ไลท์กับไฮไลท์เลย เริ่มกลับมาเ่ด่นชัดอีกครั้ง (แต่ไม่เท่าตอนแรก) พอมาถึงตอนนี้ ชักอยากได้สีใหม่ ไม่เอาแรงแล้ว []

D.I.Y. เปลี่ยนสีผมด้วยโฟม กับ Liese Milktea Brown

เมื่อปลายปีก่อนเราได้รับเชิญไปสาธิตการเปลี่ยนสีผมด้วย Bubble Hair Color จาก Liese (ลิเซ่) นวัตกรรมสุดเจ๋งในการเปลี่ยนสีผม แอบเขินๆเหมือนกันนะ ตอนแรกนึกว่าจัดเป็น Workshop ธรรมดาๆ ครั้งนี้ต้องขึ้นเวทีกะพี่วุ้นเส้นอีก โอ้ววว…เขิน หลายๆคนคงแอบสงสัย ทำไมหน้ากล่องเหมือน Prettia เลยล่ะ คำตอบคือ ยี่ห้อเดียวกันค่ะ แต่พอบินมาไทยแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นลิเซ่ไปเรียบร้อย ไม่ต้องแปลกใจไปค่ะ ของเหมือนกัน ต่างกันแค่กล่อง ในครั้งนี้จะมาแนะนำการเปลี่ยนสีผมพร้อมกับรีวิวสีนี้นะคะ สีที่ใช้ในครั้งนี้คือ Milktea Brown เป็นโทนน้ำตาลอ่อนประกายทองนิดๆค่ะ *ก่อนทำการเปลี่ยนสีทุกครั้งอย่าลืมเทสต์ว่าแพ้หรือเปล่านะคะ อุปกรณ์ในกล่อง *** สำหรับสาวผมสั้น หรือผมประบ่า ใช้แค่กล่องเดียวก็พอค่ะ ผมยาวแต่ซอยๆประมาณพี่วุ้นเส้น เค้าก็บอกว่ากล่องเดียวพอด้วยล่ะ น้ำยามันเยอะมากค่ะ เราทำแล้วเหลืออยู่พอประมาณ แต่ก็พยามบีบใส่ๆไปให้เยอะๆ จะได้สีสวย ^^ มาเริ่มกันเลย ขั้นแรกคือการผสมน้ำยาทั้งสอง เทขวดเล็กลงขวดใหญ่แล้วค่อยๆพลิกข้อมือไปมา ให้น้ำยาผสมกัน ห้าม…เขย่านะคะ อย่าทำให้มันเกิดฟองข้างในค่ะ เดี๋ยวจะบีบแล้วไม่เป็นโฟมนะจ้ะ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนหัวจากจุกปิด เป็นหัวโฟมค่ะ แล้วก็ค่อยๆ บีบลงฝ่ามือ ห้ามบีบลงศีรษะโดยตรงนะคะ โฟมเปลี่ยนสีผมมีข้อดีอีกอย่างคือ ไม่ต้องแบ่งช่อผม ก็ทำออกมาสวยได้ สีติดทั่วศีรษะค่ะ ลงสีไปเรื่อยๆค่ะ แป้ปเดียวก็ทั่วศีรษะแล้วล่ะ เทคนิคง่ายๆให้ยกผมขึ้นสูงๆ แล้วค่อยๆขมวดปมค่ะ ปลายผมก็จะไม่เลอะเทอะเสื้อผ้าเราแล้วค่ะ โฟมค่อยข้างเหนียวค่ะ ไม่หกเลอะเทอะ หลังจากนั้นก็ทิ้งไว้ 20-30 นาที ในระหว่างที่รอเวลา ก็ขยำๆเหมือนสระผมไปด้วย สีก็จะติดสม่ำเสมอ สวยงามจ้า หลังจากครบเวลาแล้วก็ไปล้างออกด้วยน้ำอุ่นเล็กน้อย สีที่ได้จะสวยค่ะ สระผมได้ตามปกติค่ะ เสร็จแล้วก็ไดร์ให้แห้ง ปิดท้ายด้วยการใส่ทรีทเม้นท์ซอง ที่แถมมา แบบไม่ต้องล้างออกค่ะ สีผมที่ได้ประมาณนี้จ้า…. มาดูสีในที่ร่มบ้าง.. ในงานนี้หิ้วพี่สาวคนสวยไปด้วยอีกคน []

FAQ: Hair color : ไขข้อข้องใจของใครหลายๆคน ตอนที่ 1

หลายๆคนคงมีความกังวลใจเกี่ยวกับสีผม ทำแล้วจะเข้ากับเราหรือไม่ ทำสีไหนดี สีไหนสวยกว่ากัน ทำที่ร้านดีหรือทำเองดี หลากหลายปัญหาที่ในช่วง 2-3 ปีนี้ได้รับคำถามเหล่านี้มา ในครั้งนี้เลยขอเล่าประสบการณ์ตรงในฐานะ 1 ในผู้บริโภคให้ฟังก็แล้วกันจ้า ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา เราไม่ค่อยได้ทำสีเองมากเท่าแต่ก่อน เริ่มเข้าร้านทำผมบ่อยขึ้น เป็นเพราะอะไร อ่านได้ด้านล่างนี้เลย…. เข้าสู่ประเด็นแรกก่อน… คำถามที่เจอบ่อยที่สุดตั้งแต่ทำบล๊อกมาคือ “ทำสียี่ห้อไหนดีคะ” ส่วนตัวเราแล้วชอบสีจากโซนญี่ปุ่นค่ะ เลยขอยกมาแต่ยี่ห้อดังๆที่หลายๆคน ชอบถามกันเข้ามานะคะ :: PALTY :: สำหรับครีมเปลี่ยนสีผมที่ให้สีที่สวย และติดชัดเจน เราชอบยี่ห้อนี้สุดค่ะ ตัวครีมไม่เหม็น ใช้แล้วสบายจมูก ยิ่งรุ่นเก่าๆที่เป็นกลิ่นแอ๊ปเปิ้ลนี่หอมสุดๆ ทำแล้วผมเสียมั้ย…แรกๆไม่เสียค่ะ แต่ถ้าหลังทำแล้วไม่บำรุงเลย เสียและแห้ง มากกว่าเดิมค่ะ สีของพาลตี้ค่อนข้างหลากหลาย แต่ถ้าอยากได้ผมสีเกือบเข้ม แต่ไม่เอาเข้มไปเลยนี่หายากค่ะ เพราะพาลตี้เน้นโทนสีอ่อนซะส่วนมาก ถ้าเลือกสีเข้มก็จะเข้มมากไปเลย อุปกรณ์ในกล่องเป็นแปรงหวีซี่ๆ ใช้งานง่าย รุ่นเก่าๆจะมีผ้ากันเปื้อนมาให้ด้วย แต่รุ่นล่าสุดนี้ไม่มีแล้วล่ะ น่าเสียดายจริงๆ สรุปข้อดี : สีสวยแจ่ม ติดทน ราคาไม่แพง กลิ่นหอม ข้อด้อย : ไม่มีตัวแทนจำหน่ายในไทย ต้องหาซื้อร้านหิ้วกันเอง :: Prettia :: Prettia เป็นโฟมเปลี่ยนสีผม ทำเองได้ง่ายที่สุด ใครอยากเปลี่ยนสีผมเอง และเป็นมือใหม่ เรามักแนะนำยี่ห้อนี้ให้ก่อนเสมอ เพราะทำยังไงก็ไม่หัวด่างแน่ๆ Prettia ตอนนี้ได้ถูกนำเข้ามาจำหน่ายที่ไทยแล้วจ้า แ่ต่เปลี่ยนชื่อเป็น “Liese” (ลิเซ่) Liese เนี่ยเป็นแบรนด์ลูกของบริษัทคาโอที่ญี่ปุ่น พวก styling เค้าดังและดีมากๆค่ะ ตอนนี้ก็นำเข้ามาแล้วล่ะ ทั้ง styling และรวมเอา Prettia ที่เป็น []

Bang! Bang! BOB : soft ‘n Candy by RYU さん

หลังจากเบื่อกับผมดัด รอบนี้เลยขอเปลี่ยนลุคเป็นสาวผมบ๊อบตรง รับซีซั่นใหม่ที่มาเยือน แต่กว่าจะได้ทรงนี้แบบผมไม่เสีย ก็มีขั้นตอนต่างๆมากมาย สนุกสนานดีค่ะ วันนี้เลยขอมาแชร์ให้เพื่อนๆได้ชมด้วย สำหรับทรงผมครั้งนี้ เน้นผมม้าและสีผมเป็นหลัก ขอตั้งชื่อทรงว่า ” Bang! Bang! BOB : soft ‘n Candy “ ก่อนอื่น มาดูผมก่อนที่จะไปทำดีกว่า ทรงผม Pop curl ที่ทำไปครั้งก่อนก็เมื่อเดือน ตุลาคมปีที่แล้วโน่นแน่ะ นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว จริงๆจะตัดตั้งนานแล้วค่ะ แต่ว่าริวขาเจ็บ ยืนไม่ได้ ก็เลยต้องรอไปก่อน สำหรับเพื่อนๆที่เพิ่งเคยอ่านบลอคหรือกระทู้เรา ริว คือ Hair stylist ประจำของเราค่ะ ร้านเค้าชื่อ ZAN Haircraft มีช่างอยู่หลายคน ทั้ง Ryu, Kohei, Sayaka และ Mao รอบนี้เราอยากลองตัดบ๊อบตรงๆดูบ้าง ปกติซอยเยอะตลอด ก่อนไปทำผมเรามักทำสีผมไปก่อนแทบทุกครั้งเพื่อประหยัดเวลา และเงิน รอบนี้เราก็ทำสีเดิมค่ะ Raspberry Macaron ของ PALTY สีที่ได้จะเป็นน้ำตาลกลางประกายชมพู ซึ่งหากใครอยากทำสีประกายชมพู ต้องทำใจนะคะ เพราะสีจะติดไม่ทนหรอก ไม่นานประกายก็ลอกค่ะ รอบนี้นัดริวแกมบังคับ ขอให้มาที่สาขาสุขุมวิท 14 เพราะซอย 31 เราไปลำบาก หลงตลอดเลย ฮ่าๆ นัดไว้บ่ายสามก็มาตรงเวลาเป๊ะค่ะ หลังจากตกลงเรื่องทรงที่อยากได้ ก็สรุปว่าเมนูที่จะทำวันนี้ก็มี ยืด + ตัด + Hi light + Low Light + []

เปลี่ยนลุคสาว COOL มาเป็นสาว CUTE

สวัสดีค่่าสาวๆ เมื่อสัปดาห์ก่อนเราไปเปลี่ยนลุคมาล่ะ เปลี่ยนไปค่อนข้างมากทีเดียว แบบผม…ไม่ได้คิดไปหรอก รอบนี้ขอตามใจช่างก็แล้วกัน เทรนด์ไหนกำลังอิน เอาเลย… ร้านประจำที่เราชอบไปเป็นร้านของเพื่อนเราเองค่ะ ร้าน “ZAN Haircraft” ส่วนคนที่จัดการทรงให้เราชื่อ “RYU” ริวทำผมมาสิบกว่าปีแล้ว ครั้งแรกที่ไปตัดด้วยก็ประทับใจมาก จนตอนนี้กลายเป็นลูกค้าประจำไปแระ ทรงล่าสุดที่เราไปทำมา ขอตั้งชื่อน่ารักๆเองว่า “POP curl POP girl” ทรงเดิมเป็นทรงสาว cool ผมสั้นแบบหน้าร้อน แต่ก่อนที่จะไปที่ร้าน เรามักทำสีผมพื้นเองค่ะ เพราะว่าจะช่วยประหยัด ทั้งเวลาและเงินในกระเป๋า สีที่ลงพื้นครั้งนี้ใช้ของ PALTY เช่นเคยค่ะ สี Raspberry Macaron น้ำตาลอ่อนประกายชมพู หลังจากทำสีได้สัปดาห์นึงก็ไปหาริว ช่วยเปลี่ยนลุคให้หน่อย… ริวบอกว่า เทรนด์ผมของ Autumn/Winter จะใช้สีที่ไม่อ่อนมากนะ โทนแดง โทนแอชก็มาแรงเช่นเคย แต่สำหรับเราแล้วเนี่ย โทนเข้มๆทำแล้วดับค่ะ เลยทำโทนอ่อนไป แล้วให้ช่างเติมLow-light เพื่อให้ดูเข้มขึ้นแทน ทรงผมสำหรับสาวผมสั้นเนี่ย ผมสั้นตรงๆซีซั่นนี้อาจจะ Out ไปแล้วล่ะ ที่ญี่ปุ่นนิยมตัดสั้นแล้วดัด หรือม้วนเอง ผมซอยสั้นจะเหมาะกับหน้าร้อนมากกว่า ถ้าเข้าสู่ winter แล้ว เทรนด์ที่มาแรงสุดๆคือทรงที่เน้น Volumn ผม ไม่รอช้า ริวก็จัดการทำ Hilight และ Low light สลับกันไปบนเส้นผม รอบนี้ลงเยอะมากๆค่ะ สีที่ใช้เป็นของ Arimino ค่ะ เป็นแบรนด์ที่ร้านทำผมส่วนใหญ่ที่ญี่ปุ่นใช้กัน สีในการทำHilight เป็น Bleach โทนทอง และใช้สี Gold Brown เบอร์ []

All about my Hair style (’till 2009)

ครั้งนี้ขอรวมเอาทรงผมต่างๆที่เคยทำมาแปะไว้ในหน้านี้ จริงๆแล้วก็มีอีกหลายทรงเลยนะ แต่หารูปไม่เจอแระ เอาเท่าที่มีแล้วกันเนาะ เริ่มจากทรงแรกสมัยยังเอ๊าะๆ ฮ่าๆ เอ๊าะไปป่าวเนี่ย อ้อแอ้เลยล่ะ เกิดมาผมตั้งประหนึ่ง ซูเปอร์ไซย่า ไม่ต้องพึ่งเสปรย์ก็ตั้งทั้งวันทั้งคืน หม่ามี๊เลยทนไม่ไหวต้องให้เราใส่ชุดหมีมีฮู้ด กดๆผมลงมา บางวันก็เอาเนทอะไรไม่รู้มาใส่ เห็นรูปแล้วตลกชะมัดเลย โตมาหน่อยก็ผมหยิกหยอย งงเหมือนกันว่า โตๆมาแล้วผมมันตรงได้ไงหว่า ข้ามๆๆๆๆ…มาสมัยเอ๊าะจริงๆ รูปนี่ 5 ปีมาแล้ว อ๊ากก เทียบกับตอนนี้ทำไมช่างแตกต่าง ผมทรงอะไรไม่รู้ ทำอยู่ไม่กี่ทรง อย่างน้อยต้องมีหน้าม้าปิดเหม่ง หลังจากนั้นก็ไปอยู่ญี่ปุ่น ทำผมกันสนุกสนาน เปลี่ยนสีเป็นว่าเล่นเลย ทั้งสี ทั้งต่อ แต่สีที่รู้สึกว่าทำแล้วดับเนี่ย ก็สีโทนแดงตามรูปขวาบนเลย รู้สึกแปลกๆกับผม เวลาไว้ผมยาว หรือต่อผม เรามักจะแซมLow Light สีน้ำตาลเข้ม ไม่ก็ดำเข้าไป ชอบๆๆๆ ตอนนั้นเป็นเทรนด์จากโคดะเลย เข้าหน้าหนาวก็ไปต่อผมให้หนาขึ้น อุ่นดี แถมม้วนได้สวยกว่าเดิม แต่ไม่นานเราก็รำคาญเพราะไดร์นานมากๆ ไม่แห้งซักที เลยแกะออกเอง ต่อผมที่ญี่ปุ่นนี่เค้าต่อแบบเปีย แกะออกง่ายดี หลังจากกลับจากญี่ปุ่นก็ทำผมสีน้ำตาลเข้ม เพราะตอนกลับมาสภาพเป็นผมบลอนด์ ขึ้นรถไฟฟ้าทีนึง มองจนเสีย self ไปเลย ตอนรับปริญญาวันซ้อมใหญ่ ผมยังไม่ได้ย้อมดำเลย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ไว้ผมยาวที่สุดในชีวิตเลยล่ะ พอรับปริญญาเสร็จก็ตัดผมทันทีเลย เริ่มจากการซอยผมไ่ล่ๆลงมา มองแล้วเห้ย…ผมดำแบบนี้ ซอยแบบนี้ สก๊อยมากๆ เลยรีบไปแก้ทรงแล้วก็ไว้ยาวมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็คิดสั้น ตัดผมม้าทรงหนูแทะ ดูไม่จืดเลย ตัดสลับกับไว้ผมยาว ก็ได้แค่ผมครึ่งๆกลางๆแบบนี้ หลังจากนั้นก็เริ่มเบื่อผมตัวเอง อยากเปลี่ยนๆบ้าง ก็เลยลองไปดัดผม ครั้งแรกในชีวิต ดัดน้ำยาญี่ปุ่นนี่ดีจริงๆ ผมไม่สะเทือนเลย แต่ทรงก็ไม่เด้ง ต้องอาศัยการเซ็ทเอง แน่ล่ะ…ขยันๆเซ็ทอย่างเราไม่นานก็เบื่อ เอิ๊กๆ ตัดสั้นอีกรอบ []

My Hairstyle on 2008

โจทย์ของครั้งนี้คืออยากตัดผมสั้นไปเลย ความยาวประมาณในรูปด้านล่าง ทรงคล้ายๆแบบนี้ก็ได้ แต่อยากให้ดูเปรี้ยวกว่านี้หน่อยนึง และก็อยากให้ลงโลว์ไลท์แซมไปด้วย ตอนแรกกะว่าจะลงโลว์ไลท์สีดำไปเลย แต่ริวเค้าเสนอว่าลงสี dark Red กับ Dark brown แซมไปดีกว่า ได้ลุคสาวหวานนิดนะ แล้วก็เข้ากับช่วง spring ด้วย ผมที่ได้เวลาโดนแสงแดดจะเป็น 3D ค่ะ คือสีไม่เรียบเสมอกันทั้งหัว แต่จะเบล็นกันไป หลังๆเราชอบโลว์ไลท์มากกว่าไฮไลท์ซะอีก รู้สึกว่ามันดูเท่กว่า กลับมาบ้านก็ค่ำๆแระ เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรุป ใช้แฟลชสาดปุ๊ป หัวแดงแปร๊ดเลยแฮะ สีที่ได้จะไล่ๆกันไป สรุปแล้วตอนนี้บนหัวมี 3 สี Pink beige Dark red Dark brown

Review: OPI Fiercely Fiona เหลืองสดใสจาก Shrek Collection

วันนี้มารีวิวสีเหลืองสดใสสุดๆจาก Shrek Collection ค่ะ สีนี้มีชื่อเดียวกับนางเอกเลย Fiercely Fiona ในคอเลคชั่นนี้มีสีพาสเทลน่ารักๆหลายสี เราเคยรีวิวสีฟ้าใสไปแล้วหากใครจำได้นะ เนื้อสีแบบเดียวกันเลย ไม่ได้เงามาก ต้องพึ่ง Top coat ถึงจะสวยค่ะ การทาให้สวย ต้องทาซ้ำมากกว่า 3 รอบค่ะ สีถึงสม่ำเสมอ และแน่นอนว่าหากไม่ทา Top coat แบบ fast dry นี่เน่าแน่นอน สีคอเลคชั่นนี้แม้ว่าน่ารักทุกสี แต่ก็ต้องทาด้วยความใจเย็นพอสมควรเลยล่ะ สรุปคะแนนกันหน่อย ขวดนี้เราให้ที่ 8.5 /10 ค่ะ หักที่เนื้อสีไม่แน่น ต้องทาซ้ำเยอะมากกว่าจะสวยเรียบเนียน แต่สีที่ได้เด่น และติดทน ใครเห็นใครก็ชอบค่ะ

Review: OPI Over the Taupe (Brights Collection) น้ำตาลโกโก้

วันนี้หยิบเอาสีสุดฮอตจาก Brights Collection สีโทนน้ำตาลโกโก้ สุภาพดีค่ะ ชื่อสีว่า Over the Taupe (NL B85) ความแน่นของสีปานกลาง ต้องทาทับประมาณ 2-3 รอบ สีถึงจะสม่ำเสมอ สีสวยนะ แต่เนื้อสีไม่ค่อยแน่น เราเลยไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ สรุปคะแนน เราให้ที่ 7.5/10 (หักที่ต้องทาทับหลายรอบกว่าสีจะสม่ำเสมอ)

Review: ESSIE – JAZZ นู้ดเทาๆ

วันนี้มารีวิวยาทาเล็บโทนนู้ด ครั้งนี้เปลี่ยนจาก OPI มาเป็นยี่ห้อ ESSIE กันบ้าง ยี่ห้อนี้ก็ดังในร้านทำเล็บต่างๆไม่แพ้ OPI ค่ะ ราคาใกล้ๆกัน (ประมาณ 7 – 10 USD) สีสันมีเยอะมากๆ ใครไม่รู้จักแบรนด์นี้ลองเข้าไปดูค่ะ เดี๋ยวจะมีกิเลสเกาะตามมาด้วย อิอิ http://www.essie.com ในวันนี้เรามารีวิวโทนสีสุดฮิต JAZZ ขวดขนาด 15 ml แปรงจะมีขนาดเล็กกว่า OPI ทำให้ทาง่ายกว่าค่ะ เนื้อสีเข้มข้น ทาง่าย สีสวยดีค่ะ แต่ส่วนตัวแล้วก็ยังชอบ OPI มากกว่านะ สีนี้ทาได้ทุกสีผิวค่ะ สำหรับคนผิวขาวก็ทาได้ แต่มันจะจืดๆหน่อย ดูสุภาพๆ สรุปแล้ว เราให้ 9.5 / 10 ค่ะ หักที่หาซื้อยาก ต้องหาตามซาลอน หรือร้านที่หิ้วมา หากใครอยู่เมืองนอกคงเห็นยี่ห้อนี้บ่อยๆ แต่ที่ไทยหาซื้อยากจริงๆ และอีกนิด…เนื้อสีมันข้น หากใครที่เล็บไม่สวย เช่นเล็บเป็นริ้วๆ หรือเล็บเป็นคลื่นลอน ทาสีนี้แล้วจะเห็นเป็นคลื่นๆค่ะ

Review: OPI Dating a Royal นำ้เงินรักชาติ

วันนี้หยิบเอาสีน้ำเงินมาทาซักหน่อย OPI Dating a Royal สีน้ำเงินธงชาติ มือดูขาววววมาก เนื้อสีของขวดนี้ไม่แน่นเลย ทายากมากกกก ต้องทาทับ 2-3 รอบกว่าสีจะเสมอกัน ใครยังมือไม่นิ่ง ขอให้ข้ามรุ่นนี้ไป หลังจากทาแล้วเนื้อสีที่ได้ไม่เงามากเหมือนรุ่นอื่นๆค่ะ สีจะได้น้ำเงินเข้มเงาปานกลาง สรุปคะแนนความปลื้ม 7 / 10

Review: OPI Chapel of Love (L.A. Collection) ชมพูเข้มอมส้ม หวานอมเปรี้ยว

Chapel of Love ขวดนี้เป็นอีกสีที่จี๊ดๆ เหมาะกับหน้าร้อนสุดๆ ขวดนี้มาจาก Las Vegas Collection ค่ะ สีนี้ทาง่ายมาก มีความเงาในตัว และเนื้อสีค่อนข้างแน่นทีเดียว ไม่ต้องใช้ความพยามมากมายก็ทาให้สวยได้ค่ะ โดยสรุปชวดนี้เราให้ 10 / 10 ไปเลย สีสวยติดทน ทาง่ายมากค่ะ